บรูสยืนหยัดปกป้อง Khuliso Mudau ดราม่า VAR กับซาลาห์ ก่อนศึกชี้ชะตาบาฟาน่า
บรรยากาศในแคมป์ทีมชาติแอฟริกาใต้ หรือ South Africa national football team เต็มไปด้วยความตึงเครียดก่อนเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ 2025 เมื่อประเด็นการตัดสิน VAR จากเกมกับอียิปต์ยังคงถูกพูดถึงไม่รู้จบ โดยเฉพาะจังหวะที่ Khuliso Mudau ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของการเสียจุดโทษให้ Mohamed Salah
อย่างไรก็ตาม กุนซือมากประสบการณ์อย่าง Hugo Broos ออกมายืนกรานชัดเจนว่า ลูกทีมของเขา “ไม่ได้ทำผิดโดยเจตนา” และปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่นักเตะ แต่อยู่ที่ กติกาฟุตบอลและการตีความ VAR ที่ซับซ้อนเกินไป
จุดเริ่มต้นดราม่า จังหวะที่เปลี่ยนเกมทั้งแมตช์
เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงท้ายครึ่งแรกของเกมที่บาฟาน่า บาฟาน่า พบกับ Egypt national football team ที่สนามอัดราร์ สเตเดียม เมืองอากาดีร์ เมื่อมูเดายกแขนขึ้นในจังหวะป้องกันตัว และมือไปสัมผัสใบหน้าของซาลาห์ ผู้ตัดสินจากบุรุนดี Pacifique Ndabihawenimana ตัดสินใจหยุดเกมและขอเช็ก VAR ก่อนชี้เป็นจุดโทษให้อียิปต์
คำตัดสินดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับฝั่งแอฟริกาใต้อย่างมาก เพราะจากมุมมองของนักเตะและทีมงาน นี่คือ “การสัมผัส” มากกว่าการ “ทำฟาวล์รุนแรง”
บรูสชี้ชัด “นี่ไม่ใช่การทำร้าย แต่คือการป้องกันตัว”
ในการแถลงข่าวก่อนเกมพบ Zimbabwe national football team ที่สนามมาร์ราเกช สเตเดียม บรูสพูดถึงจังหวะดังกล่าวอย่างละเอียด โดยเน้นไปที่คำว่า “เจตนา”
เขากล่าวอย่างชัดเจนว่า มูเดาไม่ได้มีความตั้งใจจะทำร้ายซาลาห์ แต่เป็นเพียงการยกมือเพื่อป้องกันตัวในจังหวะที่สถานการณ์รวดเร็วและกดดัน
บรูสอธิบายว่า ฟุตบอลมีความแตกต่างระหว่าง “การแตะต้อง” กับ “การตีหรือฟาด” และกรณีนี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการทำร้ายผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม
VAR กับกติกาที่มากเกินไป จนทำให้ฟุตบอลสับสน
ประเด็นที่บรูสวิจารณ์หนักที่สุด ไม่ใช่ตัว VAR เอง แต่คือ จำนวนกติกาและการตีความที่เปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป
เขามองว่า เมื่อมีรายละเอียดกติกามากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เรียกว่า “หลักฐานของเจตนา” กลับหายไป ผู้ตัดสินและ VAR จึงมองภาพเพียงเสี้ยววินาทีโดยไม่คำนึงถึงบริบททั้งหมด
บรูสยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า หากนักเตะตั้งใจเตะผู้รักษาประตู นั่นควรเป็นใบแดงโดยไม่มีข้อโต้แย้ง แต่จังหวะที่เป็นเพียงการสัมผัสเพื่อป้องกันตัว ไม่ควรถูกลงโทษรุนแรงถึงขั้นจุดโทษและใบเหลือง
บทสนทนากับซาลาห์ ที่สะท้อนความไม่ชัดเจนของกติกา
หนึ่งในช่วงที่น่าสนใจที่สุด คือคำพูดของบรูสเกี่ยวกับบทสนทนาหลังเกมกับซาลาห์ เขาเปิดเผยว่าได้ถามซูเปอร์สตาร์ลิเวอร์พูลโดยตรงว่า ในพรีเมียร์ลีก เขาเจอการปะทะที่หนักกว่านี้แทบทุกสัปดาห์หรือไม่
คำตอบของซาลาห์คือ เขารู้สึกว่าถูกแตะจริง แต่ก็ “แปลกใจ” เช่นกันที่จังหวะนี้กลายเป็นจุดโทษ สิ่งนี้สะท้อนว่า แม้แต่ผู้เล่นที่เป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากคำตัดสิน ก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจกับการตัดสินแบบนี้
ผลกระทบที่มากกว่าหนึ่งจุดโทษ คืออิสรภาพของนักเตะ
บรูสเตือนว่า หากกติกาและการตีความยังดำเนินไปในทิศทางนี้ นักเตะจะเริ่ม “ไม่เป็นอิสระ” ในสนาม พวกเขาจะต้องคิดตลอดเวลาว่าควรวางแขนอย่างไร กระโดดแบบไหน หรือเคลื่อนไหวอย่างไรเพื่อไม่ให้ผิดกติกา
สำหรับเขา นี่คือสิ่งที่อันตรายต่อแก่นแท้ของฟุตบอล เพราะฟุตบอลไม่ควรเป็นเกมที่นักเตะต้องกลัวการขยับร่างกายตามธรรมชาติ
เสียงจากนักเตะในทีม ความกดดันที่เพิ่มขึ้นทุกเกม
ไม่ใช่แค่โค้ชเท่านั้นที่รู้สึกเช่นนี้ Nkosinathi Sibisi กองหลังของบาฟาน่า ก็ออกมายอมรับว่า ผู้เล่นทุกคนกำลังเผชิญกับความสับสนจากกติกาที่เปลี่ยนไป
เขากล่าวว่า ในสนาม นักเตะเริ่มไม่แน่ใจว่าควรกระโดดเมื่อไร ใช้แขนอย่างไร เพราะสิ่งที่ดู “เป็นธรรมชาติ” สำหรับคนหนึ่ง อาจถูกมองว่า “ผิดกติกา” สำหรับอีกคนหนึ่ง
ในที่สุด สิ่งที่นักเตะทำได้คือ เล่นฟุตบอลในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่รู้จัก ส่วนการตัดสินใจทั้งหมดต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ตัดสิน
เกมกับซิมบับเว มากกว่าฟุตบอล คือบททดสอบจิตใจ
ท่ามกลางดราม่าทั้งหมด บาฟาน่า บาฟาน่า ยังมีภารกิจสำคัญที่สุดรออยู่ นั่นคือเกมชี้ชะตากับซิมบับเว หากต้องการผ่านเข้าสู่รอบต่อไป พวกเขาจำเป็นต้องแยกอารมณ์ออกจากสนาม และโฟกัสกับเกมให้ได้
บรูสพยายามใช้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียน มากกว่าจะปล่อยให้มันกลายเป็นข้ออ้าง เขาเน้นกับลูกทีมว่า พวกเขาไม่สามารถควบคุม VAR หรือกติกาได้ แต่สามารถควบคุมทัศนคติและการเล่นของตัวเองได้
Khuliso Mudau กับแรงกดดันที่ต้องแบกรับ
สำหรับมูเดา การถูกพูดถึงในฐานะ “ต้นเหตุ” ของจุดโทษ ย่อมสร้างแรงกดดันไม่น้อย แต่การที่โค้ชออกมาปกป้องอย่างชัดเจน ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า ทีมยังเชื่อมั่นในตัวเขา
ในฟุตบอลระดับทัวร์นาเมนต์ นักเตะต้องการความเชื่อใจจากโค้ชมากกว่าสิ่งใด และบรูสเลือกส่งสารนี้ออกไปอย่างชัดเจนต่อสาธารณชน
VAR ในแอฟริกา กับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ 2025 แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า VAR แม้จะถูกนำมาใช้เพื่อความยุติธรรม แต่ก็ยังมีช่องว่างด้านการตีความ โดยเฉพาะในบริบทที่กติกาฟุตบอลถูกปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง
เหตุการณ์ของมูเดาและซาลาห์ อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ก่อให้เกิดการถกเถียง และเป็นไปได้ว่า CAF รวมถึง FIFA จะต้องกลับมาทบทวนแนวทางการใช้ VAR อย่างจริงจังอีกครั้ง
บทสรุป ดราม่าที่ต้องจบในสนาม
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่บรูสและบาฟาน่าต้องการไม่ใช่การถกเถียงไม่รู้จบ แต่คือการปล่อยให้ฟุตบอลตัดสินกันในสนาม เกมกับซิมบับเวจะเป็นโอกาสพิสูจน์ว่า ทีมสามารถก้าวข้ามดราม่า และแสดงตัวตนที่แท้จริงได้หรือไม่
สำหรับแฟนบอล นี่คืออีกหนึ่งบทเรียนว่า ฟุตบอลยุคใหม่ ไม่ได้สู้กันแค่แท็กติกหรือฝีเท้า แต่ยังต้องสู้กับกติกา การตีความ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเกมได้ในเสี้ยววินาที
ฟุตบอลเปลี่ยนไปทุกวัน แต่หัวใจของเกมยังเหมือนเดิม ufa345 มองเกมขาดทุกสถานการณ์ วิเคราะห์บอลจริง คลิ๊ก UFABET ไม่มีขั้นต่ำ














